← กลับไปหน้าบทความ

กลิ่นอับในรถเกิดจากอะไร อบโอโซนช่วยได้จริงแค่ไหน

กลิ่นอับส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในอากาศ แต่อยู่ในสิ่งที่ยังชื้นอยู่ในรถ การดับกลิ่นจึงต้องแก้ที่ต้นเหตุก่อนเสมอ

การทำความสะอาดภายในห้องโดยสารรถยนต์ที่โอเดียนรังสิตคาร์วอช

“เปิดแอร์แล้วมีกลิ่น” กับ “ขึ้นรถแล้วรู้สึกอับ ๆ” เป็นสองอาการที่คนมักคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วมักมาจากคนละที่

ก่อนจะไปถึงว่าอบโอโซนช่วยได้ไหม ต้องรู้ก่อนว่ากลิ่นมันมาจากไหน เพราะถ้าแก้ผิดจุด ทำไปเท่าไหร่ก็กลับมา

กลิ่นอับในรถมาจากไหนได้บ้าง

จากที่เจอหน้าร้าน เรียงตามความถี่ได้ประมาณนี้

ความชื้นที่ค้างในเบาะหรือพรม — อันดับหนึ่งแบบทิ้งห่าง ฝนสาดเข้ามา น้ำหก รองเท้าเปียกขึ้นรถ หรือซักเบาะมาแล้วแห้งไม่สนิท ความชื้นที่อยู่ในใยผ้าคือแหล่งเพาะกลิ่นที่ดีที่สุด

เศษอาหารหรือของเหลวที่ตกใต้เบาะ — นม กาแฟ น้ำหวาน ที่หกแล้วซึมลงไป เจ้าของมักไม่รู้เพราะมองไม่เห็น

ตู้แอร์และฟิลเตอร์ — ถ้ากลิ่นมาตอนเปิดแอร์ใหม่ ๆ แล้วค่อยจางลง อันนี้มักเป็นฝั่งระบบแอร์มากกว่าเบาะ

พรมปูพื้นชั้นล่าง — โดยเฉพาะฝั่งคนขับ เพราะรับความชื้นจากรองเท้าทุกวัน

ของที่ลืมไว้ — ผ้าเช็ดรถเปียกในท้ายรถ ถุงขยะเล็ก ๆ ร่มเปียก ฟังดูตลกแต่เจอบ่อยมาก

ช่างทำความสะอาดพื้นรถหลังถอดเบาะออก เห็นจุดที่ความชื้นสะสม
จุดที่กลิ่นชอบอยู่คือใต้เบาะ — ที่ที่ไม่เคยแห้งสนิทและไม่เคยมีใครได้ทำความสะอาด

อบโอโซนทำงานยังไง

โอโซนเป็นก๊าซที่ทำปฏิกิริยากับโมเลกุลกลิ่นและจุลินทรีย์ที่ลอยอยู่ในอากาศและเกาะตามผิว ทำให้กลิ่นสลายไปแทนที่จะถูกกลบ

ข้อดีคือมันเข้าถึงได้ทั่วห้องโดยสาร รวมถึงซอกที่มือเข้าไม่ถึง และเข้าไปในช่องแอร์ได้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่การเช็ดถูทำไม่ได้

ที่ร้านคิดเพิ่ม 200 บาท ดูรวมกับบริการอื่นได้ที่ หน้าราคา

แล้วมันช่วยได้จริงแค่ไหน

ตรงนี้ต้องพูดตรง ๆ

อบโอโซนได้ผลดีมาก ถ้าต้นเหตุถูกกำจัดไปแล้ว

แปลว่าถ้ารถแค่มีกลิ่นสะสมจากการใช้งาน ไม่มีจุดเปียกค้าง ไม่มีของเน่าซ่อนอยู่ — อบโอโซนรอบเดียวมักจบ

แต่ถ้าต้นเหตุยังอยู่ กลิ่นจะกลับมาแน่นอน

ถ้าเบาะยังชื้นอยู่ข้างใน หรือยังมีนมหกซึมอยู่ใต้พรม อบโอโซนจะทำให้กลิ่นหายไปช่วงสั้น ๆ แล้วกลับมาภายในไม่กี่วัน เพราะแหล่งกำเนิดยังผลิตกลิ่นใหม่อยู่ตลอด

ผมเจอลูกค้าที่ไปอบมาหลายรอบจากที่อื่นแล้วกลิ่นไม่หาย พอมาเปิดดูจริง ๆ คือมีจุดเปียกใต้เบาะที่ไม่เคยถูกแตะเลย

ลำดับที่ถูกต้องคือทำอะไรก่อน

ถ้าอยากให้หายจริงและไม่ต้องทำซ้ำ ลำดับควรเป็นแบบนี้

  1. หาต้นเหตุก่อน — เปิดดูใต้เบาะ ใต้พรม ท้ายรถ ช่องเก็บของ
  2. เอาสิ่งที่เป็นต้นเหตุออก — ถ้ามีของเปียกหรือของเสีย เอาออกให้หมด
  3. ซักและทำให้แห้งสนิท — ถ้าเบาะหรือพรมชื้น ต้องซักและผึ่งให้แห้งจริง อ่านเรื่องการถอดเบาะซักได้ที่ ซักเบาะรถต้องถอดเบาะไหม
  4. ค่อยอบโอโซนปิดท้าย — เก็บกลิ่นที่เหลือและฆ่าเชื้อในช่องแอร์

ถ้าข้ามข้อ 3 ไปทำข้อ 4 เลย คือสาเหตุที่คนบ่นว่า “อบแล้วไม่หาย” เกือบทั้งหมด

เรื่องที่ควรรู้ก่อนอบ

  • ต้องปิดรถทิ้งไว้ช่วงหนึ่ง ระหว่างอบ เข้าไปนั่งในรถไม่ได้
  • ต้องระบายก่อนใช้งาน หลังอบเสร็จควรเปิดระบายสักพัก ไม่ควรขึ้นไปนั่งทันที
  • ไม่ควรมีคนหรือสัตว์เลี้ยงอยู่ในรถ ระหว่างทำ อันนี้เป็นเรื่องความปลอดภัยพื้นฐาน
  • อบถี่เกินไปไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น ถ้าทำแล้วกลิ่นกลับมาเร็ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนรอบ แต่อยู่ที่ต้นเหตุ

วิธีกันกลิ่นไม่ให้กลับมา

พอแก้จบแล้ว รักษาสภาพไม่ยาก

  • อย่าจอดรถโดยที่เบาะหรือพรมยังเปียก
  • ฝนสาดเข้ารถเมื่อไหร่ รีบเช็ดและเปิดระบายทันที
  • อย่าทิ้งผ้าเปียกหรือร่มเปียกไว้ในรถข้ามคืน
  • เปิดแอร์ให้แห้งสักพักก่อนดับเครื่อง จะช่วยลดความชื้นในระบบแอร์
  • ดูดฝุ่นสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้เศษอาหารสะสม ถ้าไม่มีเวลาทำเอง ล้าง + ดูดฝุ่นเริ่มต้น 160 บาท ดูรายละเอียดที่ หน้าบริการ

สรุปแบบตรงไปตรงมา

อบโอโซนเป็นเครื่องมือที่ดีและได้ผลจริง แต่มันคือขั้นตอน “ปิดท้าย” ไม่ใช่ขั้นตอนแก้ปัญหา

ถ้ากลิ่นในรถคุณมาจากความชื้นหรือของที่ซึมอยู่ใต้เบาะ ต้องจัดการตรงนั้นก่อน แล้วค่อยอบ ถึงจะหายแบบไม่กลับมา

ถ้าไม่แน่ใจว่ากลิ่นของรถคุณมาจากไหน เอารถเข้ามาให้ดูก่อนได้ เปิดดูแล้วจะบอกได้ว่าควรอบอย่างเดียวพอ หรือต้องซักก่อน จะได้ไม่ต้องจ่ายซ้ำสองรอบ

💬 สอบถาม 📞 โทรด่วน 📍 แผนที่